ข้ามไปยังเนื้อหา

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

กันยายน 20, 2011

                    สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

เราคงทราบแล้วว่าสภาวะโลกร้อนเกิดจากการ ที่มีแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศมากเกินไป  แก๊สเรือนกระจกตัวหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อใช้งาน  มนุษย์เองเป็นผู้ปล่อยแก๊สนี้ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อนำพลังงานมาใช้  ยิ่งเราใช้พลังงานมากเท่าใด ก็ยิ่งได้แก๊สเรือนกระจกออกมามากขึ้นเป็นเงาตามตัว  หากเราพิจารณาอัตราการใช้พลังงานในช่วงครึ่งศรวรรษที่ผ่านมา จะพบว่า สอดคล้องกับการเพิ่มปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเป็นอย่างดี  และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงในระยะ

ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้ ที่จริงแล้วเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของโลก  หากเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โลกจะกลับมาสู่สภาวะสมดุลได้ในเวลาไม่นานนัก  แต่เนื่องจากมนุษย์เราเร่งผลิตแก๊สเรือนกระจกออกมามากเกินขีดความสามารถ ของโลกที่จะเยียวยาตนเองได้ทัน การเกิดสภาวะโลกร้อนอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงเกิดขึ้น  กล่าวโดยสรุปก็คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนในครั้งนี้ ก็คือ มนุษย์

                       ภาวะโลกร้อนเกิดจาก..

ภาวะโลกร้อน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น เราจึงเรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และ การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยทางอ้อม คือ การตัดไม้ทำลายป่า
ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง การที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมายังผิวพื้นโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปไม่ให้หลุดออกนอกบรรยากาศ ทำให้โลกไม่เย็นจัดในเวลากลางคืน บรรยากาศเปรียบเสมือนผ้าห่มผืนใหญ่ที่คลุมโลกไว้ ก๊าซที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นจากดวงอาทิตย์ผ่านทะลุลงมาได้แต่ไม่ยอมให้รังสีคลื่นยาวที่โลกคายออกไปหลุดออกนอกบรรยากาศ เรียกว่า ก๊าซเรือนกระจก 

ก๊าซเรือนกระจก กับภาวะโลกร้อน

ความร้อนที่มีอยู่ในโลกมาจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญคือดวงอาทิตย์ ซึ่งแผ่ความร้อนลงมายังโลกในรูปของรังสีคลื่นสั้น (รังสีอัลตราไวโอเลต) อีกปัจจัยหนึ่งคือ ลักษณะของผิวโลกที่มีคุณสมบัติดูดซับหรือสะท้อนความร้อนที่ได้รับจากดวง อาทิตย์แตกต่างกัน และสุดท้ายคือปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) รวมถึงอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่าแอโรโซล (aerosol) ในชั้นบรรยากาศ

          ประมาณ 1 ใน 3 ของรังสีความร้อนที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์จะถูกสะท้อนกลับโดยบรรยากาศในชั้นสูง ๆ ก่อนที่จะมาถึงโลก เฉพาะส่วนที่ลงมาถึงโลกนั้น ประมาณ 2 ใน 3 จะถูกโลกดูดซับเอาไว้ และอีก 1 ใน 3 จะสะท้อนออกไปจากโลกในรูปของรังสีคลื่นยาว (รังสีอินฟาเรด) โดยปกติแล้ว พื้นที่โลกที่ปกคลุมด้วยหิมะหรือน้ำแข็งจะสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี และสะท้อนได้มากกว่าบริเวณอื่น ฝืนน้ำในมหาสมุทรสะท้อนได้ดีกว่าพื้นดิน

           รังสีความร้อนที่สะท้อนออกไปจากส่วนต่าง ๆ ของผิวโลกนั้นส่วนหนึ่งจะทะลุออกไปสู่อวกาศ แต่อีกส่วนหนึ่งจะถูกก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในบรรยากาศของโลกดูดซับเอาไว้ ความร้อนที่ถูกดูดซับเอาไว้นี้จะสะท้อนไปทุกทิศทาง รวมทั้งสะท้อนกลับลงมายังโลกด้วย กระบวนการทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกอุ่น และค่อนข้างคงที่อยู่ได้

          ถ้ารังสีความร้อนส่วนที่สะท้อนออกไปจาก โลก ทะลุออกไปสู่อวกาศได้ทั้งหมด อุณหภูมิของโลกจะหนาวเย็นเกินไป ไม่เหมาะสำหรับการเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าทะลุออกไปได้น้อย เพราะส่วนใหญ่ถูกก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่มีอยู่หนาแน่นเกินไปสะท้อนกลับ ลงมายังโลกอีก ความร้อนก็จะสะสมอยู่ในโลกมากขึ้น ๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ในระยะยาวจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น … ตรงนี้แหละคือที่มาของภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นที่วิตกกังวลกันอยู่ในเวลานี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ระบบสะท้อนความร้อนของโลกกำลังเริ่มติดขัด และอุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ทำให้เกิดการติดขัดนั้นนักวิทยาศาสตร์พบว่า คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ นับแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นต้นมา

           ความร้อนที่เกิดขึ้นในลักษณะที่กล่าว ข้างต้น สามารถอธิบายได้แบบเดียวกับความร้อนที่เกิดในเรือนกระจก (greenhouse) สำหรับปลูกพืชผักในหน้าหนาวของคนในแถบเขตหนาวของโลก มวลก๊าซเรือนกระจกอันหนาแน่นในบรรยากาศของโลกนั้น ทำหน้าที่คล้ายผ้าห่มพลาสติกที่เขาใช้คลุมเรือนกระจกสำหรับปลุกพืชเพื่อกัน ความร้อนที่แผ่ขึ้นมาจากผิวดินไม่ให้ทะลุผ่านออกไปทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความร้อนเช่นนี้ว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” (greenhouse effect) และเรียกก๊าซที่ห่อคลุมโลกไว้ และเป็นตัวสะท้อนความร้อนกลับลงมายังโลกนี้ว่า “ก๊าซเรือนกระจก” (greenhouse gases) ยิ่งมีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกหนาแน่นมากเท่าไร อุณหภูมิของโลกก็ยิ่งจะร้อนขึ้นมากเท่านั้น

          ตัวทำลายโอโซนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลก อย่างมาก นอกจากอากาศบนโลกจะร้อนขึ้นและสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมาอีกมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด ก็ต้องแสวงหากันอีก นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์ก็มากด้วย ระบบชีวิตของมันต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น

          หากว่ากันแล้วมนุษย์นี่เองที่เป็นตัว ทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้
ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming)

            หมาย ถึง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคเหนือปีนี้อาจรู้สึกได้ว่า ลมหนาวมาช้ากว่าปกติและไม่ค่อยหนาวยะเยือกเหมือนปีก่อนๆ อีกทั้งดูเหมือนว่าฤดูหนาวปีนี้จะสั้นอีกต่างหาก เสื้อกันหนาวตัวสวยใส่ยังไม่ทันไรก็อาจต้องส่งซักเก็บเข้าตู้อีกรอบเสียแล้ว

        ข้อสังเกตและอาจแฝงความจริงที่น่าเป็น กังวลอยู่บ้างนี้ สอดคล้องกับการตื่นขึ้นมารับรู้ข้อมูลจากนักวิจัยทั่วโลกผ่านสารคดีที่เป็น ทั้งภาพยนตร์ และบทความ รวมถึงการถกเถียงกันบนเวทีสัมมนา การอภิปราย…เวทีแล้วเวทีเล่า ที่พร่ำบอกกันเองว่า “โลกที่เราอาศัยอยู่กำลังป่วย” อันเกิดจากเชื้อโรคที่มีชื่อว่า ‘มนุษย์’ นั่นเองที่เป็นตัวการใหญ่ แต่พอสารคดีจบ หรือเวทีสัมมนาเลิก ผู้ดำเนินรายการกล่าวขอบคุณและสวัสดี ทุกคนในที่ประชุมก็สลายตัวแล้วออกไปดำเนินกิจกรรมตามปกติเหมือนไม่เคยมีการ พูดคุยอะไรกัน ลืมว่าเมื่อสักครู่เพิ่งถกถึงสาเหตุอะไรที่ทำให้โลกป่วยไข้ และทำให้ทุกคนต้องมานั่งสัมมนากัน

        การรณรงค์ให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือลดภาวะ โลกร้อนมีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เนื่องจากภัยพิบัติต่างๆ ไม่ได้พบกับตัวเองเองแบบจังๆ เหมือนเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ตึกถล่ม รถไฟชนกับรถบรรทุก หรือสงครามกลางเมืองแบบล้างผลาญที่สะเทือนขวัญ เพียงแต่อาจรับรู้ได้แค่ความรู้สึกแบบผิวเผินดังเช่น ฤดูหนาวทำไมไม่ค่อยหนาวและมีระยะสั้น อย่างที่พวกเราชาวเชียงใหม่รู้สึกกัน อีกทั้งความรู้สึกนี้ก็ยังช้า เพราะเมื่อไม่หนาวแล้ว ก็เปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศได้ เป็นต้น

        อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่บนโลกยัง ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาเกี่ยวกับปัญหาโลกป่วย เพราะยังสาละวนอยู่กับปากท้อง ซึ่งก็เกี่ยวเนื่องกับการที่โลกป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี ระดับเวทีโลกก็มิได้นิ่งนอนใจ เพราะมหันตภัยคืบคลานมาถึงเร็วเกินกว่าที่คาดไว้หลายปี ล่าสุดเมื่อกลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ได้มีการประชุมประเทศสมาชิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยมีผู้นำและตัวแทนจาก 192 ประเทศเข้าร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับความร่วมมือลดภาวะโลกร้อนร่วม กัน

 

 

 

 

 

About these ads

From → Uncategorized

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: